Narvivar’s Blog

คนที่เลือกจะใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย เขาได้เลือกที่จะมีชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือกแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่รู้สึกเป็นทุกข์และยอมเป็นแรงกดดันของคนอื่นอย่างแน่นอน

คนอื่นตีกลองเราไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นเต้นตามหรอก

คน รอบตัวเราต่างก็สร้างเงื่อนไขในการมีลมหายใจขึ้นมาเหมือนอย่างที่เรากำลัง สร้างและเลือกเดินชีวิตแบบเรียบง่ายตามแบบของเรา เขาอาจจะกำลังยึดติดกับความคิดที่มีและพยายามที่จะมองโลกทั้งใบให้เหมือนกับ ที่เขามอง ประเด็นก็คือ เราพร้อมที่จะเดินให้เหมือนเขา คิดให้เหมือนเขา และทำให้เหมือนเขาหรือไม่? ถ้าไม่ เราก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ ภายใต้แรงกดดันของคนอื่น แต่มายืนในที่ที่ตัวเองยืนอยู่อย่างมีความสุขเถิด

คนอื่นตีกลองเราไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นเต้นตามหรอก

สังคม อาจจะวัดค่าของคนก้นที่บ้านโตๆ รถคันใหญ่ และเครื่องแต่งกายหรูๆ ที่ฉาบอยู่แค่เปลือกนอก การที่เรามีบ้านเล็กแค่พออยู่ ง่ายต่อการดูแล ไม่มีรถหรู มีแต่รถธรรมดาที่สามารถพาเราไปได้ทุกหนทุกแห่งที่อยากไป แต่งตัวแบบธรรมดา ถ้ามันทำให้เราพอใจ และรู้สึกว่าชีวิตง่ายขึ้น มีความสุขขึ้น เพราะอัตตาหรือความเป็นตัวตนของเราจะเล็กลง ไม่ต้องดิ้นรนมากขึ้น และไม่เพ่งโทษผู้อื่นที่คิดไม่เหมือนเรา แค่นี้ก็พอแล้วมิใช่หรือ

คนอื่นตีกลองเราไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นเต้นตามหรอก

เรา ไม่ต้องมีอาหารมื้อเย็นที่เลิศหรู ไม่ต้องไปนั่งร้านอาหารราคาแพง ไม่จำเป็นต้องกินอยู่อย่างเกินตัว แต่การกินอยู่ธรรมดาอย่างเรียบง่าย มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไม่มีกิน แค่มีกินและกินครบตามหลักโภชนาการ แค่นี้ก็มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพแล้ว

คนอื่นตีกลองเราไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นเต้นตามหรอก

การ ที่เรามีเวลาว่างขึ้น เพราะเลิกทำในสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิต “ไม่”แม้แต่จะทำงานมากเกินไป กินมากเกินไป คิดมากเกินไป จับเจ่ามากเกินไป ชอปปิงมากเกินไปเพราะมันอาจจะทำใหความรู้สึกของเราเวียนกลับมาอยู่ตรงที่ว่า “ชีวิตเราไม่มีค่าหรือเปล่า”
อย่า อย่าหยุดความคิดไว้ตรงนี้ เพราะมันเป็นเรื่องดี และเป็นเป้าหมายของการมีชีวิตเรียบง่ายเลยทีเดียว เราต้องการมีเวลาว่างมากขึ้น เพื่อที่จะทำความสนิทคุ้นเคยอยู่กับตัวเองให้มากขึ้น
เพื่อให้มีเวลาทำสมาธิภาวนาให้มากขึ้น เพื่อตามดูลมหายใจของตน
และเพื่อให้ได้ตระหนักว่า ชีวิตเรานี้ร่างกายเป็นของที่ยืมเขามา

และเมื่อถึงสุดรอบของชีวิตเราต้องคืนสังขารนี้สู่ธรรมชาติ เราจึงมีเพียงลมหายกับจิตของเราที่ต้องดูแลให้ รู้ตื่น เบิกบาน มีพุทธะในใจ

ไม่ มีอัตตา ไม่มียึดติด ไม่มีหลงทาง เราได้ใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น ได้ให้เวลากับคนในครอบครัว คนรักมากยิ่งขึ้น และได้มีโอกาสทำอะไรเพื่อคนอื่นได้มากกว่าเดิม โดยที่เป็นการทำประโยชน์ต่อผู้อื่น เพื่อละอัตตาหรือความเป็นตัวตนของตนเอง

และ เมื่อถึงสุดรอบของชีวิตเราจะเผชิญความตายอยากรู้ตื่น มองตามความเป็นจริง ไม่ยึดติด ไม่ทรมานด้วยเรารู้ว่าความตายเป็นเพียงการหยุดพักที่สถานีรถไฟ เพื่อรอขบวนใหม่ และขบวนใหม่ที่จะมารับเรานั้นก็จะเป็นขบวนที่ดีกว่าเดิมด้วยเราได้ตั้งมั่น ในจิตที่รู้ตื่น เบิกบาน ไม่หลงโลภะ โมหะ โทสะ เราจะไม่ขึ้นผิดขบวนแน่นอน

การมุ่งมีชีวิตที่เรียบง่ายเป็นเป้าหมาย เรียบเรียงจากต้นกล้า นัยนา และการปฏิบัติธรรม
http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=1490

ชาย1 หญิง 3

Posted by: kanokkks on: กุมภาพันธ์ 5, 2009

…ผมเป็นผู้ชายที่หลงรักผู้หญิง พร้อมกันสามคนครับ…
รักมาก…รักจนไม่รู้ว่า ผมรักใครมากกว่าใคร.. รู้แต่ว่า…
ผม…ไม่สามารถเลือกใคร เพียงคนหนึ่งคนเดียวได้…
ไม่สามารถขาดใครคนหนึ่งคนใดได้…

…ผู้หญิงคนแรก…
เป็นคนที่คอยดูแล…เอาใจใส่…ห่วงใยผมเสมอ…
ผมรู้ว่าเธอรักผมมากกว่าชีวิตของเธอเสียอีก…
หลายปีมาแล้วที่เธอทำงานหนักเพื่อผม…
ทำงานหนักยิ่งกว่า คนรับใช้ผมเสียอีก…
แม้บางครั้งเธอดูจะจู้จี้.. ขี้บ่นไปบ้าง…
แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น.. ผมรู้สึกได้ด้วยหัวใจว่า…
ผม..เป็นคนที่เธอรักที่สุดในโลก…
ถึงแม้ว่าในนาทีนี้ เราจะอยู่ห่างไกลกันบ้าง…
แต่เธอ..ยังอยู่ในหัวใจของผมเสมอ…
ผมยังจำอ้อมกอดอันอบอุ่นของเธอ… สายตาอันอ่อนโยน…
หัวใจที่พร้อมจะร้องไห้ เมื่อเวลาที่ผมเจ็บปวด…

…ผู้หญิงคนที่สอง…
เป็นคนที่ผมใกล้ชิดที่สุดคนนึง… ในวันนี้…
เธอเป็นกำลังใจให้ผมต่อสู้… เป็นที่ปรึกษา เวลาที่ผมมีปัญหา…
เป็นคนที่ผมยอม ที่จะแสดงความอ่อนแอ… ออกมาให้เห็น…
เธอเป็นคนแรก ที่จะยื่นมือ มาดึงให้ผมลุกขึ้น…
ในวันที่ผมพลาดล้มลง… และเมื่อผมเงยหน้า มาสบตากับเธอ…
ผมก็จะรู้ในทันทีว่า… ผมจะต้องสู้ต่อไป…

…ผู้หญิงคนที่สาม…
ร่าเริง… บริสุทธิ์… ดวงดาอันซุกซนของเธอ
ทำให้ผมมีรอยยิ้มได้เสมอ แม้ในเวลาที่แสนเหน็ดเหนื่อย…
ผมรู้สึกถึง การมีความสุขที่สุดในโลก… เมื่อมีเธออยู่ในอ้อมกอด…
ผมชอบแอบมองเธอเวลาเธอนอนหลับ… ชอบแอบสูดดมเส้นผมของเธอ…
กลิ่นยาสระผมจางๆ… มันทำให้ผมมีความสุขเหลือเกิน…
เธอเป็นคนที่ทำให้ผม รู้สึกแทบตาย เมื่อเห็นเธอเจ็บปวด…
คำพูดเพียงคำสองคำของเธอ สามารถทำให้โลกทั้งโลก สว่างสดใส
อย่างไม่น่าเชื่อ ในความรู้สึกของผม…

…ผมคงรุ้สึกว่า ผมเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกได้…
ถ้าวันนึง…ผมกลับมาถึงบ้าน.. แล้วพบเธอทั้งสามคน
อยู่ในบ้านผมพร้อมๆกัน… ผมคงเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก
ที่ได้ยินเพียงคำพูดบางคำ จากพวกเธอ…

” หิวมั๊ยลูก” … “เหนื่อยมั๊ยค๊ะที่รัก”… “หนูคิดถึงพ่อค่ะ”…

ที่มา : FWD Mail

ป้ายกำกับ: , , ,

ว่า กันว่าคนที่มีธาตุจิตหรือภูมิธรรมใกล้เคียงกันจะดึงดูดกันให้อยู่ด้วยกัน ได้  เช่นคนธาตุดีก็จะอยู่สบายกับคนธาตุดีด้วยกัน  หรือคนที่นิยมอบายก็มักจะถูกความชั่ว, อบายมุขหรือสถานที่อโคจรทั้งหลายดึงดูดง่าย  คล้ายกับเป็นแม่เหล็กต่างขั้วกันที่จะดึงดูดกันด้วยแรงมหาศาล

ถ้า เราปล่อยตัวเข้าไปบ่อยๆจากแรงดูดธรรมดาที่ไม่ค่อยมีกำลังก็จะกลายเป็น “พันธะ” ถาวรได้ทำให้ไม่อาจหลุดจากบ่วงโซ่ชั่วร้ายนั้น  ดังจะเห็นว่าบุคคลเมื่อทำผิดครั้งหนึ่งแล้วมักจะมีครั้งที่สองหรือสาม  ที่เรียกว่าทำผิดซ้ำซาก

แต่ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไปเพราะถ้าได้เข้าใจ ถึงกฏแรงดึงดูดแห่งธาตุจิตที่เหมือน กันแล้วก็จะพาตัวออกมาฝ่ากฎได้  หรือในกรณีที่บุคคลมีธาตุจิตไม่เหมือนกันที่เรียกว่าภูมิธรรมต่างก็นั้นก็จะ เป็นธรรมดาที่จะอาศัยอยู่ด้วยกันไม่ได้ยืดยาว  ด้วยพูดกันไปเดี๋ยวก็ขัดใจกัน  จึงเป็นเหตุให้เตียงหักพักรักคืนของหมั้นกันอยู่วุ่นวายดังที่เห็น

สำหรับ มะเร็งก็เช่นเดียวกันครับ  มะเร็งนี้เป็นธาตุที่ไม่ดีลักษณะนิสัยมันคล้ายสัตว์ประเภทกินเนื้อ  โดยดูจากที่เวลามันฝังอยู่ในร่างกายคนมันก็จะพยายามสร้างท่อกลวงสูบเลือดสูบ เนื้อจากกายเราเข้าไปเลี้ยง  ดังนั้นถ้าธาตุของมะเร็งเป็นสัตว์กินเนื้อชอบของสดคาว  ถ้าเราจะบำรุงมันให้ถูกธาตุก็คือกินเนื้อสัตว์เข้าไปมากๆ โดยเฉพาะเนื้อแดงเช่นเนื้อหมู เนื้อวัว  และให้ของทอดของชุ่มน้ำมันแก่มันเพื่อมันจะได้เอาไปสร้างพลังงานให้ก้อนใหญ่ โตขึ้นและขยายสาขาย่อยกระจายไปอวัยวะอื่นในร่างกายเราได้เร็วขึ้น

ดัง นั้นจึงพบได้ว่าบุคคลที่พิสมัยเนื้อสัตว์  ร่างอ้วนใหญ่ ไม่พักผ่อนและก่อความเครียดอยู่เป็นประจำนี้จึงเป็นเสมือน “เนื้อคู่” ที่ชิดเชื้อกับมะเร็งยิ่งกว่าเป็นโซลเมทเสียอีก  ครั้นเมื่อมะเร็งโปรดปรานแล้วมันก็จะอยู่นานในร่างกายเราเพราะจากเริ่มแรก แค่แรงดึงดูดระหว่างธาตุมะเร็งกับธาตุกายเรา  ต่อมาก็จะกลายเป็น “พันธะ” ถาวรเป็นรูปธรรมเลยทีเดียว  เป็นต้นว่ามีหลอดเลือดเชื่อมระหว่างมะเร็งกับร่างกาย  มีก้านสวยต่อยาวออกมาเป็นมะเร็งทางไกล  เหล่านี้ซึ่งไม่น่าจะมีใครพิสมัยเป็นแน่

ถ้า ท่านยังไม่อยากสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในกายประเภทสวนลอยแห่งมะเร็งไว้แข่งกับบา บิโลนก็ขอให้เลี่ยงวิถีที่จะเปลี่ยนกายให้เป็นแม่เหล็กดูดมะเร็งชั้นดีจนมี การสร้างพันธะผูกพันระหว่างมันกับกายเท่าน  โดยขอให้เลี่ยงพฤติกรรมที่มะเร็งโปรดทั้งหลายต่อไปนี้ครับ

1) นอนดึก ทำให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมา  นอกจากนั้นยังจะทำให้เกิดโรคร้ายอื่นได้เช่น ความดันโลหิตสูง, ไขมันสูงและโรคอ้วนด้วยว่าเมื่อนอนดึกแล้วมักจะหิวและต้องหาของขบเคี้ยวมา กินแก้ปากว่างกัน

2) คึกสูบบุหรี่และขี้เหล้า  ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ปอดและตับทำงานหนัก  แม้จะสูบซิการ์ซึ่งมีนิโคตินต่ำกว่าบุหรี่ก็ตามที  หรือดื่มเหล้าแบบกลั่นอย่างดีของฝรั่ง  แต่ตัวมันเองก็สร้าง “สนิมมะเร็ง” ออกมาไม่น้อย  ทำให้คนที่เสพทั้งแก่เร็วและตายไวได้จากโรคมะเร็งครับ

3) เอาแต่ไขมันเข้าปากและอยากแต่เนื้อแดง  ไขมันอิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็งที่จะ ใช้เจริญเติบโตได้ไม่แพ้ทารกเกิดใหม่  มันจะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนแทบไม่เหลือเลือดอัน สมบูรณ์ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น  ตัวเราจึงผอมเอาๆตรงข้ามกับมะเร็งกาฝากที่โตไวไม่มีลิมิตชีวิตหดหู่แน่

4) แฝงด้วยเครียดจัด จนมีสารทุกข์หลั่งออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งให้โตขึ้นเร็วราวกับน้ำมันราดบนกองไฟให้คุโชนขึ้น

5) ไวรัสตับอักเสบบีและมีภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย  ดังที่กล่าวไปว่าถ้าภูมิดีก็มีพลังต้านมะเร็งได้ตั้งแต่ในเซลล์แรกที่อุตริ เกิดขึ้นมา  ด้วยตามปกติในกายเราก็มีเซลล์แบบมะเร็งนี้เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆทุกวัน วานอยู่แล้ว  ถ้าไม่มีภูมิที่ดีนี้เราคงได้เห็นเด็กเล็กเริ่มเป็นมะเร็งกันพร้อมๆกับการ หัดพูดแล้ว สำหรับในคนที่ภูมิไม่ดีไม่มีการออกกำลัง  พักผ่อนน้อย  โดยเฉพาะในผู้อายุมากที่ภูมิต่ำก็จะได้มะเร็งแถมเข้ามาในชีวิตทันที  ดังนั้นถ้าเคยมีประวัติไวรัสตับอักเสบบีแล้วก็ต้องพยายามเสริมภูมิต้านโรค ไว้ให้รู้สึกอยู่เสมอว่าเรามีระเบิดเวลาในกายจะได้ไม่ประมาทครับ

6) ปล่อยกายให้อ้วน สร้างให้เกิดธาตุแก่ออกมาแช่อิ่มอวัยวะภายในร่างกาย และไขมันตามตัวยังสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้นด้วย

7) ล้วนขาดวิตามิน  ด้วยวิตามินทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งให้ดับเป็นจุณไปก่อนที่จะเผยอหน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา

เจ๋ง กินของร้อนจัดไป  เช่นซดชาร้อนหรือกาแฟร้อนจัดประเภทควันฉุย  จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่ทุกบ่อย เมื่ออักเสบเป็นอาจิณก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งง่ายขึ้น

9) ทำให้โคเลสเตอรอลลดต่ำ  พบว่าถ้าต่ำเกินไปก็ไม่ดีครับ  มีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง  เมื่อภูมิต่ำแล้วก็จะหมดปัญญาต้านเซลล์มะเร็งที่จะเข้ามาหา

10)  ทำกลั้นปัสสาวะ น้ำปัสสาวะเป็นของเสียยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้นมันก็ไม่ต่างอะไร กับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่า แต่ถ้าเน่าในกระเพาะฉี่เราก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้

11) ปะทะเค็มจัด  พบว่าสิ่งมีชีวิตที่ทานอาหารเค็มมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า  โดยเฉพาะในอาหารจำพวกเนื้อเค็ม  เนื้อแห้ง หมูแดง ที่นอกจากเค็มแล้วยังมีสีแดงดีจากดินประสิวอีกด้วย

12) ประวัติมะเร็งในครอบครัว  มะเร็งร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้  แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์แต่ต้องรับไว้ด้วยความไม่เต็มใจ  เช่นมะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่  แต่ถ้าป้องกันไว้ดีๆแล้วบางทีก็ไม่เกิดขึ้นมาครับ

13) ตัวตากแดดบ่อย  แสงแดดเป็นรังสีที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจจนเครื่องในรวนหมด ครับ  เมื่อเครื่องในรวนแล้วก็ไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัวได้  ทำให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งกลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

14) ไม่ค่อยช่วยใคร  ถ้าพูดให้ง่ายเข้าคือเห็นแก่ตัวและไม่ค่อยได้ทำบุญนั่นเอง  เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้วเรามักไม่ค่อยได้นึก ถึงตัวเองนักและเมื่อไม่หมกมุ่นกับตัวเองแล้วก็ไม่ค่อยเกิดความ “อยาก” อันนำไปสู่ความเครียดร้อนอกร้อนใจ  หรือถ้าไม่มีเวลาก็แค่อนุโมทนากับบุญที่เราได้พานพบก็ทำให้มี “สารสุข” หลั่งออกมาเสริมภูมิรู้สู้มะเร็งแล้วครับ

ด้วยวิถีแห่งการมี “ไลฟสไตล์มรณะ” ทั้ง 14 ประการดังที่ได้กล่าวไปก็จะทำให้ได้มะเร็งมาเป็นเจ้าของอย่างง่ายดายตามเท รนด์ใหม่ในปัจจุบันนี้ที่ผู้บริหารใหญ่ๆ ทั้งหลายมักเป็นกันไม่ทันได้ใช้เงินที่สู้อุตส่าห์หามาเก็บไว้  ไม่ค่อยยอมใช้นอกจากจะไม่ใช่เงินของตัว

บุคคลประเภทที่แม้จะทำบุญ ก็ยังขอใช้เงินหลวงเพื่อเอาหน้า  อย่างนี้แม้คนทั่วไปจะชื่นชม  แต่ลึกๆในใจตัวเองจะไม่ยินดีสักเท่าไรจึงไม่มีสารสุขออกมาเติมเสริมภูมิต้าน มะเร็งได้  แถมด้วยคนเหล่านี้มักมีชีวิตที่แช่อยู่ในกองอัตตาด้วยความเต็มใจ  ไม่อยากแม้จะขยับกายพาใจเข้าหาฝั่งที่แห้งกว่าหาอัตตาได้น้อย  มิหนำซ้ำยังปล่อยตัวให้กระแสอัตตาพาดูดลงลึกขึ้นเรื่อยๆ

แม้จะยิ่ง อึดอัดแต่ก็หลงคิดไปว่าเป็นความสบายเลยปล่อยลมหายใจที่อดกลั้นไว้ ออกมาจนหมดปอด  กว่าจะรู้ตัวตอนถึงก้นบ่อก็ไม่เหลืออากาศไว้ให้หายใจยามต้องกลับขึ้นเหนือ น้ำเสียแล้ว

การระวังภัยจากมะเร็งนี้ก็เช่นเดียวกันครับ  ถ้าชะล่าใจหลงไปอยู่ในชีวิตคิด“สุขนิยม” จมไปด้วยวัตถุ, อาหารรสโอชา  หาเงินได้เท่าไรก็ปรนเปรอกายด้วยการนอนดึกและหาสารพิษเข้าสู่ร่างกาย  ตอนแรกก็จะดูเหมือนสบายแต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไม่มีแรงที่จะต่อสู้กับมะเร็ง ร้ายที่กัดกินตัวไปทั่วแล้ว  ได้แต่มองตาปริบด้วยความสลดใจว่าไม่น่าชะล่าใจหลงสร้างกายให้เป็นรังใหญ่ของ มะเร็งน่าเซ็งเป็ดนี้เลย

แค่เตือนใจเอาไว้ว่าอย่าใช้ชีวิตแบบสบาย จนเกินไปสร้างธาตุให้มะเร็งชอบโดย การทำตามบัญญัติทั้ง 14 ข้อนี้  นอกจากจะทำให้ท่านไม่มีอะไรเป็นที่น่าพิสมัยของมะเร็งแล้วโรคร้ายในภายหน้า ก็จะไม่มาย่างกรายหายห่วงได้ครับ

เรื่องโดย :  นพ.กฤษดา  ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์
drkrisda@gmail.com

http://www.bangkokbiznews.com/home/news/politics/analysis/2009/01/21/news_8793.php

ป้ายกำกับ:

คืนนี้เป็นคืนที่สามแล้วที่พีชายของสมคิดออกจากบ้านไปทำธุระในต่างจังหวัด ทั้งบ้านจึงอยู่กันเพียงสองคน พี่สะใภ้กับสมคิด

เวลานี้ดึกแล้วแต่สมคิดยังไม่นอน กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆอยู่ในห้องเพียงลำพัง แล้วพี่สะใภ้ก็มาเคาะประตู

“ประตูไม่ได้ล็อกครับพี่” สมคิดร้องบอกพี่สะใภ้
พี่สะใภ้เปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง ด้วยสีหน้าแววตา คล้ายเขินอาย เธออ้ำอึ้งอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยปากพูด

พี่สะใภ้ – น้องสมคิดจ๊ะ น้องช่วยถอดเสื้อของพี่ออกหน่อยได้ใหมจ๊ะ
สมคิด – ลังเลเล็กๆ แต่ก็ค่อยๆถอดเสื้อของพี่สะใภ้ออกในที่สุด
พี่สะใภ้ – ยิ้มอายๆที่มุมปากก่อนพูดต่อ ทีนี้ก็ถอดยทรงของพี่ออกด้วยสิจ๊ะ
สมคิด – ครานี้รีบถอดยกทรงของพี่สะใภ้ออกอย่างไม่ลังเล
พี่สะใภ้ – อ้ำอึ้งเล็กน้อย และแล้วเธอก็พูด ถอดกระโปรงของพี่ออกด้วยซี้
สมคิด – ถอดกระโปรงของพี่สะใภ้ออกด้วยมือสั่นระริก
.
.
ต่างจ้องตากัน นิ่งอยู่นาน
.
.
ขณะนี้พี่สะใภ้หน้าแดงระเรื่อ แววตาลังเล คล้ายจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง
ในที่สุดเธอหอบเอาเสื้อผ้าของเธอที่ถูกถอดออกมากองอยู่นั้นขึ้นมา แล้วสะบัดหน้าหันหลังเดินออกจากห้อง
ก่อนจะพ้นประตูห้องไป เธอหันกลับมาขึ้นเสียงใส่สมคิด

“นี่แน่ะ ทีหลังเธออย่าแอบเอาเสื้อผ้าของพี่มาใส่อีกน๊ะ”

ที่มา : FWD Mail

ป้ายกำกับ:

คุ๊กกี้ ๑ ห่อ กับการตัดสินคน

Posted by: kanokkks on: มกราคม 16, 2009

ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี จำเป็นต้องรอเวลาถึง3ชั่วโมงในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1 ห่อ และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกินฆ่าเวลาไปพลาง ๆ เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้ เพื่ออ่านและกินในระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่อง เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ เธอ มีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสองแล้วกินมันทีละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธแต่ไม่ต้องการทำให้เรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า ‘ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็….ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย’ ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้นทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า ‘เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ’ เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาท ซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ เธอตกใจมากถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า…..คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่องเธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท และเป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง………. มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า ‘สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเองซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย’. ………นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น หลาย ๆสิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า’เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง? เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่’………. ที่มา : FWD Mail

Joke

Posted by: kanokkks on: มกราคม 15, 2009

พอลล่ากระโดดลงไปในน้ำแล้วทำไมผมไม่เปียก ?
ตอบ เพราะผมยืนดูพอลล่าอยู่ข้างบน ไม่ได้โดดลงไปด้วย

รู้ไหม ใครเป็นพ่อของพลอย เชอร์มาลย์ ?
ตอบ หนุ่ม กรรชัย เพราะ กรรชัย กำเนิดพลอย

หยาดเข้าโรงพยาบาล แล้วหยาดเป็นอะไร ?
ตอบ ‘ หยาด’ เป็นประธาน (‘เข้า’ เป็นกริยา และ’โรงพยาบาล’ เป็นกรรม)

ไหว้น้ำท่าอะไร ต้องใส่หมวกกันน็อค ?
ตอบ ท่าจะบ้า

มดอะไรกัดเจ็บที่สุด ?
ตอบ มดทอระยิด (มิตรทรยศ)

สแคร์รู๊ท 3 ส่วน h เท่ากับเท่าไหร่ ?
ตอบ ต้นไม้ตาย เพราะ 3 = three หาร h ก็เหลือ tree ต้นไม้
ต้นไม้ถอดรากออก ก็ กลายเป็นต้นไม้ตาย 555

รถ ToYOTA รุ่นไหนคันเล็กที่สุด ?
ตอบ โตโยต้า อันติ๊ด

คาถาอะไรช่วยประหยัดค่าโทรศัพท์ ?
ตอบ พุทธโธ – พุธโทร (วันพุธค่อยโทร วันอื่นห้ามโทร)

ปลาอะไรเอ่ย ขี้เกียจ ?
ตอบ ปลาวาฬ (ชอบวาน ไม่ยอมทำเอง)

ผลไม้อะไรเรียนเก่ง ?
ตอบ ผลไม้เกรด A

รู้ไหมว่าถ้าฉันเป็นควาย ฉันอยากให้เธอเป็นอะไร ?
ตอบ เป็นโคลน ฉันจะได้จมปลัก รักเธอไง

แมวอะไรเอ่ย ห้ามขับ ?
ตอบ แมวเล้า ( เมาแล้ว)

มีกษัตริย์องค์หนึ่งมาเจอกับชายหนุ่ม จึงถามชายหนุ่มว่าอายุเท่าไหร่แล้ว ชายหนุ่มตอบว่า 18 ครับ แล้ว
ท่านล่ะ กษัตริย์ตอบว่า 40 เวลาผ่านไป 10 ปี ทั้งคู่ก็มาเจอกันอีก กษัตริย์ถามชายหนุ่มว่าตอนนี้อายุเท่า
ไหร่แล้ว 28 ครับ แล้วท่านล่ะ กษัตริย์องค์นั้นตอบว่า 40 ทำไมเวลาผ่านไป 10 ปีแล้ว แต่กษัตริย์องค์นี้
จึงอายุเท่าเดิม ?
ตอบ เพราะกษัตริย์ ตรัสแล้วไม่คืนคำ

ปลาช่อนเป็นลูกใคร ?
ตอบ ไก่แก่ เพราะไก่แก่ แม่ปลาช่อน

มันอะไรเอ่ยข้างนอกสีแดง ข้างในสีเขียว ?
ตอบ มันมีซะที่ไหนล่ะ

สมมุติวันนี้แมนยูฯ แตะกับ เชลซี คุณจะเชียร์ข้างไหน เพราะอะไร ?
ตอบ ข้างสนาม เพราะเชียร์ในสนามไม่ได้ หุหุ

สมมุติมีรถจักรยานอยู่คันนึง นาย ก นั่งหน้า นาย ข นั่งกลาง นาย ค นั่งหลัง ใครเป็นเจ้าของรถ ?
ตอบ สมมุติ

รถชนกับเรือจะเป็นอะไร ?
ตอบ เป็นไปไม่ได้

สมมุติว่าแมวผสมกับยีราฟจะเป็นอะไร ?
ตอบ เป็นเรื่องสมมุติ

ทำไมแปรงสีฟันถึงหาย ?
ตอบ สบู่ลักส์

พระอะไรมีหนวด ?
ตอบ พระนะแจ๊ะ = แพะนะจ๊ะ

อะไรเอ่ยข้างบนมัน ข้างล่างเหนื่อย ?
ตอบ คนแบกมัน

สัตว์อะไรห้ามอ่านหนังสือ ?
ตอบ แกะ เพราะตามร้านขายหนังสือจะมีป้ายเขียนว่า ห้ามแกะอ่าน

ในร้านอาหารของคุณมีอยู่ 4 โต๊ะ โต๊ะที่ 1 สั่งอาหาร โต๊ะที่ 2 จ่ายตังค์ โต๊ะที่ 3 นั่งรออาหาร โต๊ะที่
4 เบี้ยว คุณจะทำอย่างไร ?
ตอบ จัดโต๊ะที่ 4 ให้ตรง

*********************

ขำๆๆๆ วันละนิด จิตแจ่มใส นะคะ พี่น้อง

ป้ายกำกับ:

เพื่อน

Posted by: kanokkks on: มกราคม 14, 2009

‘เพื่อน’

คุณเชื่อในพรหมลิขิตมั้ย ?
ถ้าไม่..  แล้วอะไรล่ะ
ที่ทำให้เรามาพบกับคนหลายคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

ถ้าไม่  แล้วอะไรล่ะ
ที่ทำให้เราถูกชะตาจนเรียกคนๆนั้นว่า ‘ เพื่อน ‘

……. เพื่อน………………….
คนๆนึงที่ครั้งนึงก็เป็นได้แค่ คนแปลกหน้าคนหนึ่ง
เวลา ผ่าน เวลา คนแปลกหน้าคนนั้นก็กลับกลาย
มาเป็นคนที่เรา ‘ไว้ใจ ‘

……. เพื่อน …………………
คนที่พร้อมอยู่กับเราเสมอๆ ไม่ว่า สุข ทุกข์   เหงา เศร้า

…….. เพื่อน ……………………..
คนที่พร้อมแชร์ความรู้สึกต่างๆ โดยไม่เคยเอ่ยปากว่า
‘ ถ้าทำอย่างนั้นแล้วฉันจะได้อะไร ‘

….…… เพื่อน …………
คนที่ไม่เคยสนใจว่าเราจะหน้าตาดี มีสกุล
ร่ำรวย ยากจน สูง ต่ำ ดำ ขาว หรือไม่

…….. เพื่อน…..
คนที่ไม่เคยเสแสร้ง แกล้งทำ

…… แต่…… เพื่อนตาย หายากเหลือเกิน

เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ ว่า คนๆนี้เป็น  เพื่อนตายของเราหรือไม่

เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่าคนๆนี้
เป็นคนที่พร้อมจะเคียงข้างเราเสมอไปมั๊ย

เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่า
คนๆนี้จริงใจกับเราแค่ไหน

ทั้งหมดนี้ เราใช้ ‘ ตา ‘ มองไม่เห็น
…แต่…ทั้งหมดนี้เราใช้ ‘ ใจ ‘ มองเห็นได้

เมื่อบทความ ล่วงเลยมาถึงตอนนี้ คุณล่ะ ?
ใช้ตามองเพื่อน หรือ ใช้ใจมองเพื่อน

เราบอกไม่ได้ว่าคนๆไหนดี ไม่ดี
จนกว่า…เราจะมีโอกาส รู้จักกับคนนั้น แล้วใช้ ใจ ของเราสัมผัส

การคบใครสักคน คบเพียงกายก็ไร้ประโยชน์
แต่การคบใครสักคน จำเป็นต้องคบกันด้วยใจ

วันนี้….. คุณ ใช้อะไร คบเพื่อนของคุณ
อย่าบอกนะว่า  คุณก็เป็นคนที่คบเพื่อนแค่ตา……
เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น
คุณก็คงเป็นคนที่ไม่น่าคบคนหนึ่ง
….. สำหรับคนที่ได้รับเมล์ฉบับนี้
คุณ..โชคดีจัง ที่มีเพื่อนรักคุณ และ คบคุณด้วยใจ

อย่าลืม….. ส่งเมล์ฉบับนี้ ให้กับเพื่อนที่คุณ รักด้วยใจ
เพื่อบอกกับเค้าว่า
‘ คุณดีใจที่มีเพื่อนอย่างเค้าเช่นกัน ‘

รักเพื่อนเสมอ
ไม่ว่าเพื่อนจะอยู่ที่ไหนมิตรภาพยังคงเดิม

จาก FWD – Mail

ป้ายกำกับ:

เค้าเล่าว่า

Posted by: kanokkks on: มกราคม 14, 2009

เค้าเล่าว่า………….. ผู้หญิงอ้วนมักจะนิสัยดี ผู้หญิงหน้าตาดีมักจะมีแฟนเป็นทอม ผู้หญิงน่ารักแฟนมักจะไม่หล่อ ผู้หญิงที่แฟนหล่อจำเป็นต้องรวย

ผู้หญิงอยากรวยต้องมีแฟนคราวพ่อ
ผู้หญิงช่างจ้อมีแฟนมากมาย
ผู้หญิงขี้อายมักเซ็กส์จัด
ผู้หญิงอวบอัดมักทำศัลยกรรม
เค้าเล่าว่า……….
ผู้ชายนิสัยดีมักจะขี้เหร่
ผู้ชายที่หล่อมักไม่สุภาพ
ผู้ชายที่ทั้งหล่อ และสุภาพ มักเป็นเกย์
ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ และไม่ใช่เกย์ มักแต่งงานแล้ว
ผู้ชายที่ไม่ค่อยหล่อ และนิสัยดี มักไม่มีสตางค์
ผู้ชายที่หล่อ นิสัยดี และมีสตางค์ มักจะคิดว่าเราเห็นแก่สตางค์ของเขา
ผู้ชายที่หล่อ และไม่มีสตางค์ มักจะเห็นแก่สตางค์ของเรา
ผู้ชายที่หล่อและเป็นชายแท้ แต่นินัยไม่ดี มักจะคิดว่าเราไม่สวยพอ
ผู้ชายที่เห็นว่าเราสวย และเหมาะกับเขา มักเป็นคนขาดความมั่นใจ
ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ มีฐานะ และเป็นชายแท้ มักจะขี้อาย และกลัวการเริ่มต้น
ผู้ช่ายที่กลัวการเริ่มต้น มักเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงไม่สนใจ
จาก FWD เมลล์

ป้ายกำกับ:

เค้าเล่าว่า

Posted by: kanokkks on: มกราคม 14, 2009

เค้าเล่าว่า………….. ผู้หญิงอ้วนมักจะนิสัยดี ผู้หญิงหน้าตาดีมักจะมีแฟนเป็นทอม ผู้หญิงน่ารักแฟนมักจะไม่หล่อ ผู้หญิงที่แฟนหล่อจำเป็นต้องรวย

ผู้หญิงอยากรวยต้องมีแฟนคราวพ่อ
ผู้หญิงช่างจ้อมีแฟนมากมาย
ผู้หญิงขี้อายมักเซ็กส์จัด
ผู้หญิงอวบอัดมักทำศัลยกรรม
เค้าเล่าว่า……….
ผู้ชายนิสัยดีมักจะขี้เหร่
ผู้ชายที่หล่อมักไม่สุภาพ
ผู้ชายที่ทั้งหล่อ และสุภาพ มักเป็นเกย์
ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ และไม่ใช่เกย์ มักแต่งงานแล้ว
ผู้ชายที่ไม่ค่อยหล่อ และนิสัยดี มักไม่มีสตางค์
ผู้ชายที่หล่อ นิสัยดี และมีสตางค์ มักจะคิดว่าเราเห็นแก่สตางค์ของเขา
ผู้ชายที่หล่อ และไม่มีสตางค์ มักจะเห็นแก่สตางค์ของเรา
ผู้ชายที่หล่อและเป็นชายแท้ แต่นินัยไม่ดี มักจะคิดว่าเราไม่สวยพอ
ผู้ชายที่เห็นว่าเราสวย และเหมาะกับเขา มักเป็นคนขาดความมั่นใจ
ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ มีฐานะ และเป็นชายแท้ มักจะขี้อาย และกลัวการเริ่มต้น
ผู้ช่ายที่กลัวการเริ่มต้น มักเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงไม่สนใจ

เค้าเล่าว่า……..
ผู้หญิงเก่งมักชอบบงการ
ผู้หญิงเก่งที่ไม่ชอบบงการ มักเสแสร้งเฉพาะช่วงแรก ๆ
ผู้หญิงสวยมักจะโง่ แต่ผู้หญิงโง่  ๆ มักจะรวย
ผู้หญิงที่ไม่โง่ และรวย มักไม่ยอมแต่งงาน
ผู้หญิงที่ไม่โง่ ไม่รวย และไม่ยอมแต่งงาน มักชอบคนมีครอบครัวแล้ว
เค้าเล่าว่า……………….
ผู้ช่ายที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง จนกว่าจะมีผู้หญิงสักคนมาเชื่อมั่นในตัวเขา
หลังจากนั้น เขาก็จะเชื่อมั่นมากพอที่จะกล้าทิ้งผู้หญิงคนนั้น เพื่อจะไปหาผู้หญิง
คนใหม่ มาเชื่อมั่นในตัวเขาอีกครั้ง
เค้าเล่าว่า………….
สมัยหนุ่ม ๆ ผู้ชายมักทุ่มเทเวลาทำงานหนัก จนลืมภรรยาสาว
เพราะต้องการจะสร้างเนื้อสร้างตัว   พอสร้างเนื้อสร้างตัวได้แล้ว
เขาก็จะลืมภรรยาแก่ ๆ เพราะต้องการทุ่มเทเวลาให้กับอีหนูสาว ๆ
เค้าเล่าว่า………………
ผู้หญิงที่ดี   มีแฟนคนเดียว
ผู้หญิงเก่ง  คือผู้หญิงที่หาเงินได้มากกว่าสามี และเก็บไว้ใช้คนเดียว
ผู้หญิงฉลาด   คือผู้หญิงที่หาเงินได้น้อยกว่าสามี และเก็บเงินของสามีไว้ใช้คนเดียว
ผู้หญิงอัจฉริยะ  คือผู้หญิงที่หาเงินได้มากกว่าสามี ใช้เงินของสามี…..
และเก็บมรดกของสามีไว้ใช้คนเดียว
ผู้หญิงยอดอัจฉริยะ  คือผู้หญิงที่หาเงินได้มากกว่าสามี  ใช้เงินของสามี….
และเก็บมรดกของสามีเอาไว้   แล้วเริ่มหาสามีใหม่
จาก FWD เมลล์

ป้ายกำกับ:

หาคีย์เวิร์ดกันต่อไป

Posted by: kanokkks on: มกราคม 4, 2009

ตื่นเช้าขึ้นมา ก็ทำงาน เปิดร้าน ทำความสะอาด กวาดพื้น ถูพื้น

เคลียร์ของต่างๆนาๆ

กว่าจะว่าง มีเวลามาหาคีย์เวิร์ดต่อ

วันนี้ดีหน่อย รู้สึกว่างานเดินหน้าไปเยอะเลย

ไว้เดี๋ยวว่างๆจะมาสอนวิธ๊หาคีย์เวิร์ดให้แล้วนะ

ป้ายกำกับ:

สวัสดี

Posted by: kanokkks on: มกราคม 3, 2009

นี่คือโพสต์แรก ของบลอคนี้เลย

โพสต์แรก ก็เริ่มตอนก่อนนอนเลย

ง่วงจัดเลย เหอๆ

ป้ายกำกับ:

 

พฤศจิกายน 2009
พฤ อา
« ก.พ.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

หมวดหมู่